สอต.3 ร่วมเวทีปฏิรูป “ปริญญาตรีอาชีวศึกษา” กำหนดทิศทางผลิตกำลังคนสมรรถนะสูง รองรับโลกการทำงานใน 10 ปีข้างหน้า
สอต.3 ร่วมเวทีปฏิรูป “ปริญญาตรีอาชีวศึกษา” กำหนดทิศทางผลิตกำลังคนสมรรถนะสูง รองรับโลกการทำงานใน 10 ปีข้างหน้า
วันที่ 3 กันยายน 2569 นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เป็นประธานเปิดและบรรยายพิเศษ หัวข้อ “เป้าหมายในการปฏิรูปอาชีวศึกษาระดับปริญญาตรี ทิศทางกำลังคนสมรรถนะสูง และบทบาทสถาบันการอาชีวศึกษาใน 10 ปีข้างหน้า” ในโครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพื่อกำหนดกรอบและทิศทางการปฏิรูปการจัดการอาชีวศึกษาระดับปริญญาตรี สายเทคโนโลยีหรือสายปฏิบัติการ ระหว่างวันที่ 3–4 กันยายน 2569 ณ โรงแรมเดอะ เฮอริเทจ เชียงราย โฮเทล แอนด์ คอนเวนชั่น จังหวัดเชียงราย
ในการนี้ สถาบันการอาชีวศึกษาภาคใต้ 3 เข้าร่วมโครงการสัมมนาดังกล่าว โดยมี นายนิพนธ์ บุญสกันต์ รองผู้อำนวยการสถาบันการอาชีวศึกษาภาคใต้ 3 พร้อมด้วย รองศาสตราจารย์ ดร.วาสนา สุวรรณวิจิตร รองผู้อำนวยการสถาบันการอาชีวศึกษาภาคใต้ 3 เข้าร่วมการสัมมนาและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อร่วมกำหนดกรอบและทิศทางการปฏิรูปการจัดการอาชีวศึกษาระดับปริญญาตรี ให้สอดคล้องกับบริบทการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี เศรษฐกิจ และความต้องการกำลังคนของประเทศ
โดยมี นายสมบัติ นาหลวง ผู้อำนวยการสถาบันการอาชีวศึกษาภาคเหนือ 1 ในฐานะประธานคณะกรรมการผู้อำนวยการสถาบันการอาชีวศึกษา กล่าวรายงาน พร้อมด้วยผู้บริหารจากสถาบันการอาชีวศึกษาและสถาบันการอาชีวศึกษาเกษตรทั้ง 23 แห่งทั่วประเทศ รวมจำนวน 138 คน เข้าร่วม
นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เน้นย้ำว่า ปริญญาตรีสายเทคโนโลยีหรือสายปฏิบัติการของอาชีวศึกษา เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และระบบอัตโนมัติ การปฏิรูปอาชีวศึกษาระดับปริญญาตรีจึงจำเป็นต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมตั้งแต่การกำหนดเป้าหมาย การพัฒนาหลักสูตร การจัดการเรียนรู้ร่วมกับสถานประกอบการ การพัฒนาครูและบุคลากร การส่งเสริมนวัตกรรม ตลอดจนการยกระดับระบบประกันคุณภาพการศึกษา มุ่งสร้าง “บัณฑิตนักปฏิบัติที่มีสมรรถนะสูง” ให้มีทั้งความรู้ ทักษะ คุณธรรม และจริยธรรม สามารถประยุกต์ใช้ความรู้เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมและผลงานที่นำไปใช้ได้จริง ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงานและภาคอุตสาหกรรม พร้อมขับเคลื่อนแนวคิด “อาชีวะไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางหลัก” เพื่อให้ผู้เรียน “ได้งาน ได้เงิน ได้วุฒิ”
ตลอดระยะเวลา 2 วัน ผู้เข้าร่วมสัมมนาร่วมระดมความคิดเห็นและแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงลึกผ่าน Reform Brainstorming Panel ใน 3 มิติสำคัญ ได้แก่
มิติที่ 1 ด้านการบริหารจัดการและการพัฒนาสถาบันอย่างยั่งยืน (Institutional Sustainability)
ได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร.สุวัจน์ ธัญรส อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย บรรยายพิเศษ และร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับ ดร.รังสันต์ เทพมนตรี ผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนาระบบบริหาร สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ครอบคลุมประเด็นธรรมาภิบาล เอกภาพในการบริหาร การพัฒนาบุคลากร การนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาใช้ในการบริหารจัดการ การบริหารงบประมาณและการเงินยุคใหม่ ตลอดจนการพัฒนาองค์กรสู่ความยั่งยืน
มิติที่ 2 ด้านความเป็นเลิศด้านการจัดการศึกษาและการพัฒนากำลังคน (Academic Excellence)
โดย รองศาสตราจารย์ ดร.ไพโรจน์ สถิรยากร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ บรรยายพิเศษ ร่วมกับ นางสาวสุทธิดา ภักดีบุญ ผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานสถาบันการอาชีวศึกษา และ ดร.ศรัทธา บุญรอด ผู้แทนสำนักมาตรฐานการอาชีวศึกษาและวิชาชีพ โดยเจาะลึกแนวทางการจัดการเรียนการสอน การพัฒนาหลักสูตรฐานสมรรถนะ การประกันคุณภาพการศึกษา และการผลิตบัณฑิตให้มีสมรรถนะสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน
มิติที่ 3 ด้านการวิจัย นวัตกรรม และการสร้างคุณค่าแก่สังคม (Innovation & Social Impact)
โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สยาม แกมขุนทด มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ บรรยายพิเศษ ร่วมกับ นางสาวอรสิริ ศิริพันธ์ ผู้แทนจากสำนักวิจัยและพัฒนาการอาชีวศึกษา (สวพ.) มุ่งเน้นการพัฒนางานวิจัย สิ่งประดิษฐ์ นวัตกรรม และการต่อยอดองค์ความรู้ให้สามารถสร้างคุณค่าและประโยชน์แก่สังคมและประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม
การสัมมนาครั้งนี้นับเป็นเวทีสำคัญในการเปิดพื้นที่ให้ผู้บริหารและผู้เกี่ยวข้องจากสถาบันการอาชีวศึกษาทั่วประเทศ ร่วมคิด ร่วมแลกเปลี่ยน และร่วมกำหนดกรอบทิศทางการปฏิรูปอาชีวศึกษาระดับปริญญาตรี ให้สามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกการทำงานและเทคโนโลยีในอนาคต
พร้อมยกระดับบทบาทของสถาบันการอาชีวศึกษาในการเป็น กลไกสำคัญของประเทศด้านการผลิตกำลังคนสมรรถนะสูง ที่มีทักษะตรงตามความต้องการของภาคเศรษฐกิจและสังคม และร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยให้สามารถแข่งขันได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืนในอีก 10 ปีข้างหน้า










